ในยุคปัจจุบันที่อาคารสถานที่ต่างๆ มีความซับซ้อนและขนาดใหญ่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่โครงการบ้านจัดสรรทั่วไป ทั้งหมดล้วนต้องการระบบแจ้งเตือนภัยหรือ Alarm System ที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุอัคคีภัย ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล
Alarm System จึงเป็นระบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแจ้งเตือนให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ดูแลอาคารสามารถตอบสนองต่อภัยอันตรายได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในอาคารที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีการออกแบบที่ซับซ้อน หรือมีพื้นที่หลายชั้น ซึ่งการรับรู้เหตุการณ์ด้วยตนเองอาจช้าเกินไป
ทำไม Alarm System จึงสำคัญ?

Alarm System มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในอาคารและสถานที่ต่างๆ เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะตื่นตระหนกและสับสนจนไม่สามารถตัดสินใจหรือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ได้อย่างถูกต้อง การมีระบบแจ้งเตือนภัยที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นเหมือนสัญญาณเตือนที่ช่วยให้ทุกคนในพื้นที่รับรู้ถึงภัยอันตรายได้พร้อมๆ กัน ทำให้สามารถวางแผนรับมือเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เช่น
- สามารถอพยพตามเส้นทางที่ได้ฝึกซ้อมหรือกำหนดเอาไว้
- แจ้งตำแหน่งที่เกิดเหตุเบื้องต้นให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบรับทราบ
- สามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้นในกรณีที่เพลิงยังไม่ลุกลามมากนัก
นอกจากนี้ ในอาคารขนาดใหญ่หรือมีหลายชั้น การรับรู้เหตุการณ์ด้วยตนเองอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากควันไฟหรือเปลวไฟอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกลหรืออยู่ในชั้นอื่น ทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณอื่นไม่ทราบถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น ระบบ Fire Alarm System จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับภัยอันตรายให้ทุกคนในอาคารรับทราบได้อย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มเวลาในการอพยพและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ขั้นตอนการทำงานของระบบ Alarm System
การทำงานของ Alarm System หรือระบบแจ้งเตือนภัยประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชนิดที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตรวจจับ ประมวลผล และแจ้งเตือนภัยอัคคีภัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยสามารถแบ่งขั้นตอนการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่แตกต่างกันไป
1. ตรวจจับสัญญาณ
ขั้นตอนแรกของการทำงานของระบบแจ้งเตือนภัย คือ การตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหว การเปิดประตู/หน้าต่าง โดยเซนเซอร์จะเริ่มทำงานหลังเปิดใช้งานระบบ (Arming) หรือหากเป็นเหตุอัคคีภัย ระบบ Fire Alarm จะมีอุปกรณ์คอยตรวจจับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้อย่างควัน ความร้อน และเปลวไฟ โดยสามารถแบ่งอุปกรณ์ตรวจจับเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) – ทำงานโดยการตรวจจับอนุภาคของควันที่ลอยอยู่ในอากาศ เหมาะสำหรับติดตั้งในพื้นที่ทั่วไป เช่น ห้องพัก ทางเดิน หรือสำนักงาน
- อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector) – จะทำงานเมื่ออุณหภูมิในพื้นที่สูงขึ้นถึงระดับที่กำหนด เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีฝุ่นหรือควันตามปกติ เช่น ห้องครัว หรือโรงจอดรถ
- อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ (Flame Detector) – ที่ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับรังสีอินฟราเรดหรืออัลตราไวโอเลตจากเปลวไฟ เหมาะสำหรับพื้นที่เปิดกว้างหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
2. ส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุม
เมื่ออุปกรณ์ตรวจจับพบสิ่งผิดปกติที่บ่งชี้ถึงการเกิดเพลิงไหม้ อุปกรณ์จะส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุม (Control Panel) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบทั้งหมด แผงควบคุมจะรับสัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับและทำการประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุ และตัดสินใจว่าควรดำเนินการส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์แจ้งเตือนหรือไม่
3. การแจ้งเตือนภัย
หลังจากแผงควบคุมประมวลผลและยืนยันการเกิดเหตุแล้ว ระบบจะส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์แจ้งเตือนต่างๆ ที่ติดตั้งภายในอาคารให้ทำงานทันที โดยอาจติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนหลายประเภท ขึ้นอยู่กับการออกแบบและความจำเป็นของแต่ละอาคาร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานภายในอาคารจะรับรู้ถึงภัยอันตราย แต่โดยทั่วไปจะประกอบด้วยอุปกรณ์ เช่น
- อุปกรณ์เสียงเตือน (Siren/Horn) ที่ส่งเสียงดังและมีรูปแบบเฉพาะเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเกิดเหตุ
- สัญญาณไฟกะพริบ (Strobe Light) สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง
- ระบบเสียงประกาศ (Voice Alarm) ที่สามารถให้คำแนะนำเป็นภาษาพูดเกี่ยวกับเส้นทางอพยพและขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ
นอกจากนี้ ระบบ Alarm System ที่ทันสมัยยังสามารถเชื่อมต่อกับศูนย์เฝ้าระวังภายนอก (Command Centre) หรือส่งการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยดับเพลิง ตำรวจ โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
ควรทำอย่างไรเมื่อเสียง Alarm System ดังขึ้น?

เมื่อเสียง Alarm System ดังขึ้น การปฏิบัติที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ทุกคนในอาคารควรทราบและปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ควรคิดว่าเป็นการซ้อมหรือสัญญาณเตือนผิดพลาด เพราะการรีรอหรือไม่ให้ความสำคัญอาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ใช้อาคาร
1. ตั้งสติและประเมินสถานการณ์เบื้องต้น – ควบคุมสติและสังเกตเสียงสัญญาณว่าเป็นประเภทใด (ไฟไหม้, กันขโมย, ฯลฯ) หากอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ให้มองหาสัญญาณอันตรายจริง เช่น ควัน เปลวไฟ กลิ่นแก๊ส หรือร่องรอยการงัดแงะ
2. อพยพออกจากพื้นที่ – หากมีสัญญาณอันตรายจริง หรือเป็นสัญญาณเตือนไฟไหม้ ให้เริ่มอพยพออกจากพื้นที่ทันที โดยปฏิบัติตามแผนที่อาคารได้วางเอาไว้ ใช้เส้นทางที่ปลอดภัย เดินไปตามเส้นทางหนีไฟหรือป้ายทางออกฉุกเฉิน ที่สำคัญ คือ ห้ามใช้ลิฟต์ในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ เนื่องจากลิฟต์อาจหยุดทำงานกลางคัน และไปยังจุดรวมพล (Assembly Point) ที่ปลอดภัยด้านนอกอาคาร พร้อมรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัย
3. กรณีเป็นสัญญาณเตือนผิดพลาด (False Alarm) – หากประเมินแล้วไม่พบสัญญาณอันตรายจริง ให้รอฟังประกาศหรือคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ดูแลอาคารหรือระบบเสียงตามสาย อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพเสมอ แม้จะสงสัยว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดก็ตาม
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลอาคาร
1. ตรวจสอบและยืนยันสาเหตุ – เมื่อ Alarm System ส่งเสียงสัญญาณ ควรตรวจสอบทันทีว่าโซนไหนหรืออุปกรณ์ใด (เช่น ตัวตรวจจับควัน, ปุ่มกดฉุกเฉิน) ที่ส่งสัญญาณเตือน จากนั้นจึงส่งทีมงานไปยังบริเวณที่เกิดสัญญาณเตือนอย่างรวดเร็วเพื่อยืนยันว่าเกิดเหตุฉุกเฉินจริงหรือไม่
2. จัดการระบบและประสานงาน – หลังตรวจสอบแล้วทราบว่าเป็นเหตุฉุกเฉินจริง ควรเปิดใช้งานระบบฉุกเฉิน ทั้งสัญญาณเตือนในโซนต่างๆ ไฟฉุกเฉิน และระบบเสียงตามสาย เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้อาคารอพยพทันที พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ช่วยนำทางผู้ใช้อาคารไปยังจุดรวมพลที่ปลอดภัยและควบคุมไม่ให้เกิดความโกลาหล รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดับเพลิง และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์และตำแหน่งที่เกิดเหตุ
3. วิเคราะห์และป้องกัน – หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ควรสืบหาสาเหตุที่แท้จริงการเกิดเหตุ และดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ดูแลอาคารควรจัดให้มีการซ้อมอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้ผู้ใช้อาคารคุ้นเคยกับเส้นทางและขั้นตอนการอพยพ รวมถึงการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบแจ้งเตือนภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
การติดตั้งและดูแลรักษา Alarm System ที่มีประสิทธิภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับอาคารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตึกสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล โรงเรียน หรือศูนย์การค้า เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องชีวิตของผู้ใช้อาคารแล้ว ยังช่วยลดความเสียหายต่อทรัพย์สินและธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากเหตุอัคคีภัยที่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงได้ในเวลาอันสั้น การเลือกระบบที่เหมาะกับลักษณะและขนาดของอาคาร บำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาส่งเสริมการทำงาน จะทำให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งอาจเป็นความแตกต่างระหว่างความปลอดภัยและความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้
ปลอดภัยจากอัคคีภัยมากขึ้นด้วย FIRE EDGE IoT จาก LIV-24
ในขณะที่ระบบ Fire Alarm System เป็นมาตรฐานพื้นฐานสำหรับการป้องกันอัคคีภัย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน การเสริมภาพรวมของการป้องกันอัคคีภัยด้วยโซลูชัน FIRE PROTECTION ที่ทันสมัยและมี FIRE EDGE IoT จาก LIV-24 จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันอัคคีภัยให้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถตรวจจับและจัดการกับเหตุการณ์ได้รวดเร็วและแม่นยำมากกว่าเดิม
- รู้ถึงสถานะการทำงานของอุปกรณ์เตือนภัยว่าทำงานปกติ ไม่พลาดทุกเหตุการณ์อันตราย ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินอันมีค่า
- ประหยัดพื้นที่ และค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง
- ทำงานร่วมกับกล้อง CCTV และ AI CCTV Analytic ช่วยตรวจจับควันที่มองไม่เห็นได้แม่นยำ แม้ในจุดอับสายตามนุษย์
- สามารถแจ้งศูนย์ควบคุม LIV-24 Command Centre ทันทีที่เกิดเหตุ พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวดเร็ว เข้าแก้ไขได้ฉับไว
นอกจากนี้ FIRE PROTECTION ยังเป็นส่วนหนึ่งของ IoT Monitoring System ครอบคลุมการตรวจสอบ วิเคราะห์ และแสดงผลการทำงานของอุปกรณ์ในระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา ลิฟต์โดยสาร คุณภาพอากาศ และการใช้พลังงาน เพราะเราเชื่อว่าทุกเทคโนโลยีอัจฉริยะ ต้องเริ่มจากความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ป้องกันได้แม่นยำ ยกระดับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของทุกระบบ นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของธุรกิจและสถานที่
สนใจรายละเอียดการติดตั้ง LIV-24 ติดต่อปรึกษาได้ที่ 02 688 7555 หรือ cscontact@liv-24.com
หรือบริการอื่นๆ เพิ่มเติมที่ liv-24.com
