ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันทุกวัน หรือตามอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยนวัตกรรมอย่างกล้อง AI เป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ สิ่งที่น่าสนใจของกล้อง AI อัจฉริยะคือ ความสามารถที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบันทึกภาพเหตุการณ์เท่านั้น แต่ยัง “มองเห็น” รวมถึงสามารถวิเคราะห์และทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้อีกด้วย
กล้อง AI คืออะไรกันแน่ สามารถอธิบายได้ว่าเป็นกล้องที่มีระบบ AI และ Machine Learning ฝังอยู่ภายใน ทำให้สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ภาพที่บันทึกได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกคน สัตว์ วัตถุต่างๆ หรือแม้แต่การตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างควันไฟ หนึ่งในการประยุกต์ใช้ที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือการยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม โครงการบ้านจัดสรรและคอนโด รวมถึงสถานประกอบการต่างๆ ให้มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การทำงานของกล้อง AI

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น กล้อง AI โดยเฉพาะกล้องวงจรปิด นั้นอาศัยคุณสมบัติของ AI และ Machine Learning โดยกล้องจะถูกฝึกสอนด้วยข้อมูล (Data) จำนวนมหาศาล เพื่อ “ฝึก” ให้ AI สามารถเรียนรู้ที่จะจำแนกและแยกแยะวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เมื่อกล้องบันทึกภาพได้ ระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ภาพนั้นทันที พร้อมเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา แล้วตัดสินใจว่าสิ่งที่กล้องมองเห็นคืออะไร และควรมีการแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกล้องวงจรปิดทั่วไปกับกล้อง AI อัจฉริยะคือ กล้องทั่วไปจะทำหน้าที่เพียงบันทึกภาพ เก็บบันทึกข้อมูล และตรวจจับการเปลี่ยนแปลงแบบ Pixel-Based หรือการเปลี่ยนแปลงของเม็ดพิกเซลในกล้อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อผิดพลาด หรือ False Alarm ได้
ในขณะที่กล้องที่มีซอฟต์แวร์ AI สามารถวิเคราะห์และประมวลผลภาพได้ทันทีขณะที่เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ (Real-Time) จึงตรวจจับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สามารถแจ้งเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงทีก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามหรือสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้น
ตัวอย่างการใช้กล้อง AI ในชีวิตประจำวัน
เทคโนโลยีกล้องและ AI ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันในหลากหลายด้านของชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น
- การรักษาความปลอดภัยและระบบเฝ้าระวัง
เชื่อว่าหลายคนคงมีกล้อง AI อัจฉริยะที่เป็นกล้องวงจรปิดในบ้าน รวมไปถึงอาคารสำนักงาน หรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อตรวจจับการบุกรุกหรือเหตุการณ์ผิดปกติ และแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของบ้านโดยอัตโนมัติ ทั้งผ่านศูนย์ควบคุมของผู้ให้บริการ หรือแม้แต่แอปบนสมาร์ทโฟนของเจ้าของพื้นที่
- อุตสาหกรรมและการผลิต
ปัจจุบัน กล้อง AI ตรวจจับวัตถุ รวมถึง Machine Learning ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง โดยเฉพาะในสายการผลิต เพื่อสนับสนุนพนักงานในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าบนสายพาน ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
- การจราจร
ปัจจุบัน ในกรุงเทพฯ ได้มีการนำกล้อง CCTV พร้อมระบบ AI มาติดตั้งตามแยกไฟแดงต่างๆ เช่น สี่แยกราชประสงค์ เพื่อตรวจจับรถที่จอดกีดขวางการจราจร ฝ่าไฟแดง หรือจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร รวมถึงยังใช้ในการตรวจจับป้ายทะเบียนรถ และวิเคราะห์ปริมาณจราจร เพื่อปรับปรุงให้การจราจรมีความลื่นไหลมากที่สุด
- การถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน
แม้แต่ในสมาร์ทโฟนที่เราใช้กันทุกวัน ก็มีการนำเทคโนโลยีกล้อง AI มาช่วยในการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้าเพื่อปรับโฟกัสอัตโนมัติ การแยกพื้นหลังในโหมดพอร์ตเทรต หรือการปรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวัตถุ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่ดีที่สุด
กล้องวงจรปิด AI “มองเห็น” อะไรได้บ้าง

จากที่ได้แนะนำไปข้างต้น ความสามารถของกล้อง AI นั้นสามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่คิด หรืออาจเรียกว่า “มองเห็น” สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งผ่านอัลกอริทึมขั้นสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ในกล้อง CCTV ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความอุ่นใจแก่เจ้าของ ผู้ใช้งาน และผู้มาติดต่อสถานที่
สามารถจำแนกคุณสมบัติการ “มองเห็น” ออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้
1. ตรวจจับและจำแนก “วัตถุ”
หนึ่งในความสามารถพื้นฐานสำคัญที่สุดของกล้อง AI ตรวจจับวัตถุคือ การจำแนกประเภทของสิ่งที่กล้องมองเห็น ระบบสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งที่อยู่ในภาพเป็นอะไร ระหว่าง
- บุคคลและสัตว์ – สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าเป็นคนหรือสัตว์ เพื่อป้องกันการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (False Alarm) จากสัตว์เลี้ยงหรือแมลง
- ยานพาหนะ – ตรวจจับรถยนต์ สี หรือแม้กระทั่งอ่านป้ายทะเบียนได้ผ่านระบบ LPR
- สิ่งของ – ในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถตรวจจับความผิดปกติของผลิตภัณฑ์บนสายพานการผลิต หรืออุปกรณ์ที่ทำงานผิดปกติได้
นอกจากการตรวจจับแล้ว กล้อง AI CCTV ยังจำแนกรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เช่น ประเภทของยานพาหนะว่าเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถบรรทุก รวมถึงสามารถนับจำนวนบุคคลที่เข้าออกในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ
คุณสมบัติดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากในการบริหารพื้นที่อาคาร เช่น การนับจำนวนผู้เข้าใช้บริการในห้างสรรพสินค้า การตรวจสอบว่ามีสัตว์เข้ามาในบริเวณที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่ หรือการติดตามการเคลื่อนไหวของยานพาหนะในลานจอดรถ อีกทั้งยังช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน อย่างจุดที่มีคนหยุดชมสินค้านานที่สุด หรือเส้นทางที่ผู้คนสัญจรบ่อยที่สุด เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาการจัดการอาคารในอนาคต
2. จดจำใบหน้าและระบุ “ตัวตน”
กล้อง AI ตรวจจับใบหน้าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นในระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ ด้วยเทคโนโลยีโดดเด่น ได้แก่
- Face Recognition – กล้อง AI สามารถจดจำใบหน้าและระบุตัวตนของบุคคลที่เข้าออกพื้นที่ได้ โดยเปรียบเทียบใบหน้าที่ตรวจจับได้กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Pattern Recognition – กล้อง AI บางชนิดยังสามารถจดจำรูปแบบของพฤติกรรมหรือวัตถุที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้
เทคโนโลยีนี้สามารถทำงานร่วมกับระบบ Access Control ได้อย่างลงตัว เช่น เมื่อระบบจดจำใบหน้าของบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงได้ ก็จะสั่งการให้ประตูเปิดโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตรหรือกุญแจ ทำให้การเข้าออกมีความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความปลอดภัยด้วยการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในพื้นที่ได้
นอกจากระบบสแกนใบหน้าแล้ว ยังมีเทคโนโลยี License Plate Recognition หรือ LPR ที่สามารถอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ระบบนี้เหมาะสำหรับการควบคุมการเข้าออกของยานพาหนะในอาคารที่จอดรถ โครงการบ้านจัดสรร หรือโรงงาน โดยสามารถบันทึกข้อมูลการเข้าออกพร้อมบันทึกภาพรถรอบคัน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
3. วิเคราะห์ “พฤติกรรม” และ “เหตุการณ์” ผิดปกติ
อีกหนึ่งความสามารถที่โดดเด่นของกล้อง AI คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมและตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ ระบบสามารถเรียนรู้พฤติกรรมปกติของผู้คนในพื้นที่ และแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น
- พฤติกรรมน่าสงสัย – บุคคลที่หยุดยืนอยู่กับที่นานเกินไป การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วผิดปกติอย่างการวิ่ง หรือการเข้าสู่พื้นที่บริเวณต้องห้าม
- วัตถุน่าสงสัย – เช่น กระเป๋าหรือกล่องที่ถูกวางทิ้งไว้โดยไม่มีเจ้าของอยู่ดูแล ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
- การบุกรุกพื้นที่ – การปีนข้ามรั้ว การเข้าไปในเขตพื้นที่หวงห้ามนอกเวลาทำการ หรือการเคลื่อนไหวในบริเวณที่ปิดการเข้าถึงเอาไว้
เมื่อระบบตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติเหล่านี้ จะทำการแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทันที หรืออาจส่งสัญญาณไปยัง Alarm System ที่เชื่อมต่ออยู่ ช่วยให้สามารถเข้าไปจัดการสถานการณ์ได้รวดเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายหรืออันตรายตามมาในภายหลัง
4. วิเคราะห์ “สภาพแวดล้อม”
อีกหนึ่งความสามารถของกล้อง AI ที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะการตรวจจับควันหรือไฟที่อาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรืออยู่ในจุดอับสายตา
โดย ระบบ AI สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของภาพและตรวจจับรูปแบบของควันไฟได้ แม้ว่าจะมีควันเพียงเล็กน้อยหรือยังไม่มีเปลวไฟที่ชัดเจนก็ตาม การตรวจจับแบบเชิงรุกนี้ช่วยให้สามารถป้องกันอัคคีภัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่เพลิงจะลุกลาม นอกจากนี้ ระบบยังสามารถตัดเสียงรบกวนหรือสัญญาณรบกวนในภาพได้ เช่น การกรองภาพในสภาพแสงน้อย หรือการกระทบของแสงและเงา ทำให้ภาพที่ได้มีความชัดเจนและสามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวะ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีกล้อง AI ในปัจจุบันได้พัฒนาก้าวหน้าไปไกลกว่าการเป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพธรรมดา ด้วยความสามารถในการ “มองเห็น” วิเคราะห์ และทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ทำให้กล้อง AI กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไปไม่ได้ในการรักษาความปลอดภัยและบริหารจัดการพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับวัตถุ จดจำใบหน้า วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ หรือเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆ ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับธุรกิจและผู้บริหารอาคารที่ต้องการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาใช้ในการปกป้องทรัพย์สินและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้อาคาร การเลือกใช้โซลูชันระบบความปลอดภัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญ หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ คือ AI CCTV Analytic จาก LIV-24 ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร
รู้จัก AI CCTV Analytic กล้องวงจรปิดอัจฉริยะจาก LIV-24
LIV-24 ได้พัฒนาเทคโนโลยี AI CCTV Analytic ที่เป็นมากกว่าแค่กล้องวงจรปิดทั่วไป โดยมีความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม โดยมีฟีเจอร์เด่นมากมาย ได้แก่
- การตรวจสอบความเคลื่อนไหว แม้สิ่งที่มองไม่เห็นอย่างควันไฟ หรือจุดอับต่างๆ
- สามารถแยกแยะระหว่างบุคคล สัตว์ และสิ่งของได้อย่างแม่นยำ
- ทำงานภายใต้ระบบ NVR เชื่อมต่อข้อมูลกับพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ (Cloud Storage) เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตและมีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มั่นใจว่าภาพจากกล้องไม่สูญหายหรือถูกทำลาย
- แจ้งเตือนแบบ Real-Time ผ่าน Command Centre ที่ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเตือนรปภ. หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยกระดับความปลอดภัยอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก LIV-24
แม้จะมีกล้องวงจรปิด AI อัจฉริยะ แต่ในบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัย ในฐานะผู้นำและคิดค้นเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ LIV-24 จึงพร้อมยกระดับความปลอดภัยของพื้นที่ โครงการ และสถานที่สำคัญต่างๆ ให้มากกว่าที่เคย ด้วยโซลูชันเหนือระดับและฟังก์ชันที่ครอบคลุมมากกว่าการรักษาความปลอดภัย พร้อมช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยบริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ติดตั้ง เฝ้าระวังภัยตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการดูแลซ่อมแซมระบบตลอดการใช้งาน โดยมีบริการด้านความปลอดภัยหลากหลายและครอบคลุมความต้องการของธุรกิจ ดังนี้
- AI CCTV Analytic – กล้อง CCTV อัจฉริยะ ตรวจจับความผิดปกติด้วย AI ทั้งบุคคลน่าสงสัย สัตว์มีพิษ ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างควันไฟ เพื่อแจ้งเตือนระงับเหตุได้ทันท่วงที
- License Plate Recognition (LPR) – ระบบอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมการเข้า-ออกของยานพาหนะ ทำงานร่วมกับประตูอัตโนมัติหรือไม้กั้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์การสแกนเข้าออกได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิม
- Digital Fence – เซนเซอร์ตรวจจับความผิดปกติรอบรั้วของพื้นที่ แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีการเคลื่อนไหวตามแนวรั้ว
- Real Time Guard Tour – คอยตรวจสอบสถานะการเดินตรวจตราตามจุดต่างๆ ของรปภ.
- Visitor Management System – ระบบควบคุมการเข้า-ออกโครงการ สามารถบันทึกข้อมูล อ่านป้ายทะเบียนรถ ระบุตัวตนผู้เข้ามาในพื้นที่ได้ หมดกังวลเรื่องผู้บุกรุก
- Access Control – ควบคุมบุคคลเข้าออกพื้นที่ ด้วยระบบ Face Scan สแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกประตู และ LRP (License Plate Reader) อ่านป้ายทะเบียนก่อนเข้าสถานที่ ทำให้สามารถควบคุมพื้นที่ได้ตั้งแต่ห้องเดียวหรือทั้งโครงการก็ได้
- Command Centre – ศูนย์ควบคุมส่วนกลางของ LIV-24 เฝ้าสังเกตการณ์แบบ Real-Time ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน ไม่มีหยุดพัก พร้อมประสานงานเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
เพราะทุกเทคโนโลยีอัจฉริยะ ต้องเริ่มจากความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ ทาง LIV-24 จึงพัฒนาเทคโนโลยี IoT Monitoring System ใช้ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และแสดงผลการทำงานของอุปกรณ์ในระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา ลิฟต์โดยสาร คุณภาพอากาศ และการใช้พลังงาน
อีกทั้ง LIV-24 เชื่อว่าทุกเทคโนโลยีอัจฉริยะ ต้องเริ่มจากความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ เราจึงพัฒนาเทคโนโลยี IoT Monitoring System ใช้ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และแสดงผลการทำงานของอุปกรณ์ในระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา ลิฟต์โดยสาร คุณภาพอากาศ และการใช้พลังงาน พร้อมเชื่อมต่อกับ Command Centre สามารถระบุเหตุการณ์และจุดเกิดเหตุได้ สามารถประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขได้ทันที ลดความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ป้องกันได้แม่นยำ ยกระดับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของทุกระบบ
สนใจรายละเอียดการติดตั้ง LIV-24 ติดต่อปรึกษาได้ที่ 02 688 7555 หรือ cscontact@liv-24.com
หรือบริการอื่นๆ เพิ่มเติมที่ liv-24.com
